วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

สิ้นศรัทธา ในตัวคนหลายๆคนรอบตัวฉัน

ข่าวเรื่องรถปอร์เช่ชนคนตายกับแพรวา ทำให้ได้รู้ว่า สิ้นศรัทธาแล้วในตัวคนรอบข้าง(โดยเฉพาะพวกผู้ใหญ่) ที่กลายเป็นทาสของกระแสพวกนี้ ไหลตามน้ำไปเรื่อย พอคนเหล่านี้พูดและแสดงความเห็นอะไรออกมา ก็ดูชัดเจนเลยว่า “อยากหาเรื่องด่าคนรวยนี่หน่า” กับเห็นชัดว่า ก็แค่วิตกจริตวิ่งเต้นตามกระแส ไหลตามน้ำไปเรื่อย

ตัวเองอยู่ในเหตุการณ์หรือเปล่า ก็ไม่ได้อยู่ เป็นญาติคนตายมั๊ย ก็ไม่ใช่ ข่าวเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แผ่นดินไหวก็เหมือนกัน เต้นไปเรื่อย ไปหัดหาข้อมูลที่มันน่าเชื่อถือจากสารคดีบางหรือเปล่า ก็คงไม่ทำอยู่ดี

อย่างว่านะ อายุมากกว่าเรา งานการก็มั่นคง วิพากย์วจารณ์พูดนั่นนี่ได้เต็มที่อยู่แล้ว ส่วนเราห็แค่เสียงส่วนน้อย

ถ้าคนที่ก่อเหตุ เป้นแค่พนักงานบริษัทเงืนเดือน 12,000 บาท เป็นคนนามสกุลไม่ดัง รถยนต์ที่ชนก้แค่ Mitsubishi Champ, Nissan Sentra หรือ Toyota Corona หน้ายิ้ม พวกท่านคงไม่มาด่ามาวิจารณ์กันขนาดนี้หรอก

ดีแต่ว่าเราหลงแต่กระแสในโลกออนไลน์ ตัวคนพวกนี้เอง ก็กลายเป้นทาสกระแสข่าวจาก free tv และ นสพ รายวัน เหมือนกันหล่ะน่า

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เล่ห์กลหาประโยชน์จากเรื่องโลกร้อน

[size=20pt]ผมอัดอั้นเกี่ยวกับเรื่องนี้มาพอควร ในที่สุดก็มีบทความที่ทำให้ผมได้รู้สึกว่า "I NEVER WALK ALONE" เกี่ยวกับเรื่องนี้[/size]

[center]เล่ห์กลหาประโยชน์จากเรื่องโลกร้อน[/center]

โลกร้อนขึ้นคงไม่มีใครสงสัย การรักษาสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การรณรงค์เรื่องโลกร้อนทำให้ใครได้ ใครเสียประโยชน์ ประเด็นนี้เป็นกรณีศึกษาของการโฆษณาชวนเชื่อในการทำให้ประชาชนมืดบอดหรือไม่ และถือเป็น “เครื่องมือทำมาหากิน” สำหรับใครบางคนหรือไม่
ทุกวันนี้ แทบทุกคนคงได้ยินเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และเชื่อว่าทุกคนที่ได้ฟังคงชักห่วงใยต่อโลกในประเด็นนี้เช่นกัน แต่เมื่อนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากการรณรงค์เรื่องโลกร้อน <3> ผมกลับเริ่มสงสัยว่าสันติภาพไม่น่าจะเกี่ยวกับโลกร้อนโดยตรง ที่ผ่านมาคนอื่นที่โด่งดังเช่นท่านติช นัท ฮันห์ <4> ผู้นำพระสงฆ์ในสมัยสงครามเวียดนาม ก็ยังพลาดรางวัลนี้มาแล้ว ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ผู้คนมักเชื่อไปในแนวทางเดียวกันโดยไม่มีโอกาสไตร่ตรอง ด้วยเหตุผล ผมจึงขอเสนอบทความนี้เพื่อต่อกรกับการครอบงำ และการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง

An Inconvenient Truth: เท็จหลายเรื่อง
ท่านที่อ่านหนังสือหรือชมภาพยนตร์เรื่อง An Inconvenient Truth (AIT) <5> “คงรู้สึกตรงกันอย่างหนึ่งว่า อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน . . . คงจะไม่เป็นการเกินเลยไปนัก หากจะเรียกขบวนการดังกล่าวว่าเป็นภารกิจกู้โลก เพราะวิกฤตการณ์เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนนั้นเกิดขึ้นแล้วจริงๆ และกำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างไกลเกินจินตนาการ” <6> วลีที่อ้างถึงนี้สะท้อน “อารมณ์” ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม AIT เป็นการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง และยังแสดงข้อมูลที่เป็นเท็จหลายเรื่อง <7> ซึ่งสังคมมักไม่มีโอกาสรับรู้ เช่น:
1. การมองด้านเดียว: AIT ไม่เคยมองถึงบทบาทที่จำเป็นของน้ำมัน ก๊าซและถ่านหิน (Hydrocarbon) ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนจน ช่วยเพิ่มอายุขัยของประชากร ฯลฯ AIT ละเลยอัตราการตายที่สูงขึ้นในยามที่โลกเย็นลงในอดีตที่ผ่านมา
2. ความเข้าใจผิด: สาเหตุหลักของการตายของมนุษย์ปัจจุบันไม่ใช่เป็นเพราะภัยธรรมชาติ คล้ายกับการตื่นกลัวไข้หวัดนกจนเกินเหตุทั้งที่โรคปอดบวมทำคนไทยตายมากมาย โดยในปี 2550 ไม่พบคนป่วยและตายด้วยไข้หวัดนกในประเทศไทย แต่คนไทยป่วยด้วยโรคปอดบวมจนต้องนอนโรงพยาบาลถึง 88,841 ราย และตาย 765 รายในปี 2549 <8> นอกจากนี้ AIT ยังอ้างทำนองว่านักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกับตน แต่ความจริงเสียงส่วนใหญ่เห็นตรงข้ามกับ AIT
3. การพูด “ใส่ไข่” จับเอาปรากฏการณ์ครั้งคราวมาเป็นสรณะ: การอ้างว่าหมีขั้วโลกจมน้ำตายเพราะน้ำแข็งละลายทั้งที่เป็นเพราะพายุ การกล่าวถึงฝนตกหนักถึง 37 นิ้วในนครมุมไบในปี 2548 ทั้งที่ตลอด 45 ปี ไม่พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นเลย การโยงเรื่องโลกร้อนกับอุทกภัยในจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งที่ใน 1-2 ศตวรรษก่อนมีอุทกภัยที่รุนแรงยิ่งกว่านี้มากมาย การโทษว่าโลกร้อนทำให้แนวปะการังเสียหายทั้งที่เป็นเพราะปัจจัยทางเฉพาะ ภูมิภาค ปัจจัยทางสังคมและอื่น ๆ การกล่าวว่าธารน้ำแข็งเกาะกรีนแลนด์จะเลื่อนลงสู่ทะเลทั้งที่ตั้งอยู่ในแอ่ง ที่ไม่มีทางออก
4. การพูดผิดความจริง เช่น การอ้างว่าโลกร้อนในอดีตเป็นเพียงระยะสั้น ทั้งที่มีระยะเวลานับร้อยปีในอดีตที่เคยร้อนกว่าปัจจุบัน จนทำให้ครั้งหนึ่งชาวไวกิ้งสามารถไปตั้งถิ่นฐานในเกาะกรีนแลนด์ที่หนาวเย็น ในขณะนี้ได้ การอ้างว่าโลกร้อนขึ้นมากทั้งที่เพิ่มเพียง 0.17 องศาเซลเซียสในรอบ 30 ปีล่าสุด และร้อนขึ้น 0.5 องศาเซลเซียสในรอบ 100 ปี และที่ผ่านมาก็มีลักษณะขึ้น ๆ ลง ๆ การอ้างว่าคลื่นร้อนยุโรปที่ทำให้คนตายมากมายเป็นผลจากโลกร้อนทั้งที่เป็น เพราะสาเหตุอื่น
ในประเทศอังกฤษ มีการฟ้องศาลให้ห้ามฉาย AIT ในโรงเรียนมัธยม ศาลเห็นว่า AIT มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดไปถึง 9 ประการ แต่ให้ฉายได้โดยต้องเพิ่มเติมข้อมูลที่ถูกต้อง และให้ครูที่จัดฉายต้องชี้ให้นักเรียนเข้าใจถึงข้อผิดพลาดของ AIT ด้วย <9> แต่ในประเทศไทย เรากลับปล่อยให้ฉายหลอกลวงประชาชนอย่างหน้าตาเฉย ตัวอย่างความผิดพลาดสำคัญ ได้แก่ การกล่าวว่าหิมะบนยอดเขาคิลิมันจาโรซึ่งสูงถึง 6 กิโลเมตร ละลายเพราะภาวะโลกร้อน แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นแย้ง สาเหตุการละลายคงเป็นเพราะแสงอาทิตย์ การใช้ที่ดินโดยรอบตลอดจนความร้อนใต้พิภพหรืออื่น ๆ เพราะหากแม้ผิวโลกจะร้อนขึ้น อุณหภูมิบนยอดเขาก็ยังต่ำกว่าจุดเยือกแข็งอยู่ดี

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นแย้ง
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ 19,000 คนได้ร่วมกันลงชื่อใน The Petition Project <10> ว่า จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าการใช้ Hydrocarbon เพิ่มขึ้นทำให้เกิดภาวะโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจกแต่อย่างใด แม้โลกได้ร้อนขึ้นเล็กน้อย ก็ไม่ได้มีผลเสียหายร้ายแรง (อาจมีไวรัสบางชนิดเกิดขึ้น แต่ในช่วงโลกเย็นก็อาจเกิดโรคอื่น) แต่กลับเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกในเขตอบอุ่น การเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะเป็นผลดีต่อชีวิตสัตว์และทำให้การ เพาะปลูกพืชผลได้มากขึ้น นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้จึงหนุนให้สหรัฐอเมริกาไม่ลงนามในพิธีสารเกียวโต <11> ซึ่งได้กำหนดข้อผูกพันทางกฎหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศภาคี
บทวิพากษ์ของ The Petition Project ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า
1. การกลับหนาว-ร้อนของโลกมีลักษณะที่เป็นวัฏจักร ไม่ใช่มีแต่ร้อนขึ้นอย่างเดียว ที่ผ่านมามียุคน้ำท่วมโลก และยุคน้ำแข็งสลับกันมาหลายครั้งแล้ว
2. ธารน้ำแข็งเริ่มละลายมานานก่อนการใช้ Hydrocarbon เสียอีก และละลายเร็วในอัตราเดียวกันมาตลอด 150 ปีแล้ว
3. อากาศที่ร้อนขึ้นเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ภาวะเรือนกระจกอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีสาเหตุอื่นอีกมาก เช่น แสงแดด เมฆ ความชื้น การเปลี่ยนแปลงของผิวน้ำในมหาสมุทร ความร้อนใต้พิภพ ฯลฯ
4. พายุทอร์นาโดมีแนวโน้มลดลง ส่วนพายุเฮอริเคนจากมหาสมุทรแอตแลนติก ก็มีแนวโน้มคงที่ พายุขนาดใหญ่ เช่น Katrina <12> ในปี 2548 อาจเกิดได้เป็นครั้งคราว เราจึงไม่ควรถือเอาปรากฏการณ์ชั่วคราว มาทึกทักปะติดปะต่อกับภาวะโลกร้อน
5. ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 7 นิ้วในรอบศตวรรษแต่เพิ่มมาก่อนยุคที่ใช้ Hydrocarbon ด้วยซ้ำไป
6. ป่าไม้ (ไม่ใช่สวนป่า) ในสหรัฐอเมริกาได้รับการปลูกเพิ่มขึ้น 40% ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการปลูกป่าก็อาจไม่ได้ช่วยแก้ไขโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญนัก <13>

อย่าให้ใครลวงให้ตื่นตูม
มีอยู่ภาพหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นภาพทะเลสาบ Aral Sea ในคาซัคสถาน <14> ซึ่งแต่เดิมมีขนาดใหญ่มาก แต่กลับแห้งไป มีเรือจอดอยู่บนพื้นคล้ายทะเลทราย ภาพดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ห่วงใยโลกเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นภาพแห่งการโกหกอย่างร้ายกาจ เพราะการเหือดหายไปของทะเลสาบนี้ เป็นผลมาจากการสูบน้ำและเป็นที่คาดหมายมานานแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนแม้แต่น้อย

[img]http://www.thaiappraisal.org/images/clip_image002_0025.jpg[/img]
ถ้าวันนี้เกิดการระเบิดของภูเขาไฟ ระดับเดียวกับ “กรากะตัว” ในอินโดนีเซียเมื่อปี 2426 เราคงลืมเรื่องโรคร้อนในบัดดล และนึกว่าโลกต้องแตกแน่แล้ว เพราะ “แรงระเบิดนั้นคร่าชีวิตทุกคนที่ยังอยู่บนเกาะ พื้นที่ร้อยละ 65.52 ของเกาะกลายเป็นเถ้าธุลีลอยสูงขึ้นไปถึง 80 กิโลเมตร ในรัศมี 240 กิโลเมตร เถ้าธุลีบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิดคล้ายตอนกลางคืน . . . อยู่ห่างถึง 4,776 กิโลเมตรก็ได้ยิน (เสียงระเบิด) . . . เกิดคลื่นสึนามิ สูงกว่า 30 เมตร . . . แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นตรวจจับได้แม้แต่ที่สหราชอาณาจักร (อากาศยังเย็นลง 1.2 องศาทั่วโลกเป็นเวลาถึง 5 ปี)” <15>
ท่านทราบหรือไม่ว่าแรงระเบิดของภูเขาไฟที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ภูเขาไฟ Tambora ในอินโดนีเซียเมื่อปี 2358 ในครั้งนั้นประมาณกันว่ามีขนาดเท่ากับระเบิดปรมาณู 60,000 ลูกรวมกัน ทำให้ท้องฟ้ามืดมิด ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมถึงอังกฤษ <16> แต่โลกเราก็รอดมาแล้ว และกลายเป็นปรากฎการณ์ที่คนส่วนใหญ่ลืมไปหมดแล้วในเวลาอันสั้น ดังนั้นเราจึงไม่ควรปริวิตกกับปรากฏการณ์ชั่วคราวจนเกินเหตุุ

กรณีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในไทย
หลายคนเน้นใช้ความรู้สึกมาบอกว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ รุนแรงขึ้น แต่ความจริงก็คือ พายุหมุนเขตร้อนที่เข้ามาในประเทศไทยมีปริมาณลดลงตลอดในช่วงปี 2494-2549 รวมทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วง พ.ศ.2539-2549 ก็ไม่แตกต่างกันเลย <17> ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยกลับลดลงนับแต่ปี 2483 ที่สำรวจ <18> ความรู้สึกที่ไม่อิงข้อมูล มักทำให้คิดตรงข้ามกับความจริง และมักจะรีบเชื่อเมื่อมีผู้ทำให้ตกใจ

[img]http://www.thaiappraisal.org/images/clip_image002_0026.jpg[/img]
[img]http://www.thaiappraisal.org/images/clip_image004_0002.jpg[/img]
[img]http://www.thaiappraisal.org/images/clip_image002_0027.jpg[/img]

ส่วนที่เห็นน้ำท่วมโบสถ์วัดขุนสมุทร <19> นั้น คงเป็นเพราะการทรุดตัวของดินจากผลของการสูบน้ำบาดาลเกินขนาด การทำลายป่าชายเลน การพังทลายของตลิ่งและอื่น ๆ ซึ่งเป็นมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะภาวะโลกร้อนแต่อย่างใด เป็นธรรมชาติรอบอ่าวไทย ที่บางส่วนของพื้นที่อาจถูกกัดเซาะ บางบริเวณก็กำลังเกิดที่งอก ในสมัยโบราณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาแต่เดิมเป็นทะเลทั้งหมด ทุกวันนี้ใต้ท้องนาในจังหวัดอยุธยา ยังขุดทรายมาขายกันได้เป็นล่ำเป็นสัน วัดเจดีย์หอยที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี ก็ยังพบเปลือกหอยทะเลมากมาย แค่น้ำทะเลกัดเซาะวัดขุนสมุทรและบริเวณใกล้เคียงเพียงเท่านี้ ยังเทียบอะไรไม่ได้กับการเกิดภาคกลางของประเทศไทยแต่อย่างใด

[img]http://www.thaiappraisal.org/images/clip_image002_0028.jpg[/img]

ในประเทศไทยของเรา การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศยังเป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา และเอ็นโซ ตามกระแสน้ำอุ่น <20> แต่กลับมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเพราะภาวะโลกร้อนเป็นสำคัญ

สิ่งที่ต้องคิดทบทวน
โปรดอย่าไพล่เข้าใจผิดว่า เราไม่ควรใส่ใจกับเรื่องโลกร้อนและพาลเข้าใจว่า เราละเลยการรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน บทความนี้เพียงมุ่งตรวจสอบการโฆษณาชวนเชื่อที่ขาดจรรยาบรรณ ทำให้สังคมขาดความรอบรู้และเกิดการคิดอย่างไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เราควรมีเวทีการถกเถียงเพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนในวงกว้าง เป็นการส่งเสริมสังคมอุดมปัญญา มีบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมที่สักแต่เชื่อกันด้วยศรัทธาอย่างมืดบอดอันถือเป็นอันตรายต่อการ พัฒนาคุณภาพชีวิตและปัญญา-ความรู้ของประชาชนในระยะยาว
การใช้อวิชชาหลอกล่อให้คนเชื่อ เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประหนึ่งเห็นชาวบ้านเป็นวัวควายที่อธิบายกันดีๆ ไม่ได้ ต้องหลอกล่อด้วยความกลัวถึงผลร้ายของภาวะโลกร้อนจนเกินจริง และด้วยการใช้ความน่ารัก-น่าสงสารของคน สัตว์และสิ่งของเพื่อให้คล้อยตาม โปรดสังเกตว่า “หมัดเด็ด” ในการปิดปากผู้สงสัยเรื่องโลกร้อนก็คือการป้ายสีพวกเขาว่าเป็นผู้ไม่หวังดี ต่อโลก เราจึงควรมีการวินิจฉัยด้วยตนเองให้ชัดเจนตามหลักธรรมกาลมสูตร <21> ก่อนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ
ผู้ที่กล้าพูดความจริงบางส่วนเพื่อเอาประโยชน์ใส่ตนนับเป็นผู้ที่ น่ากลัว สังคมพึงทราบว่าบ้านของนายอัล กอร์เองกลับใช้ไฟฟ้ามากกว่าคนอเมริกันทั่วไปถึง 20 เท่า ใช้เงินค่าไฟฟ้าและแก๊สรวมกันปีละเกินกว่า 1 ล้านบาท <22> คนทำดีพูดดีเรื่องโลกร้อนอาจสั่งสมบารมีจนได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา บางคนได้อาชีพเป็นนักอนุรักษ์ นักประท้วง นักแบกป้ายเพื่อ “กู้โลก” หาเลี้ยงชีพไปได้ชั่วชีวิต เป็นต้น
การบิดเบือนความจริงเคยส่งผลเสียหายมากมายมาแล้ว เช่น การที่ NGO บางแห่งเคยให้ข้อมูลที่เป็นเท็จอย่างร้ายแรงว่า ประเทศไทยมีโสเภณี 2 ล้านคน ทำให้พจนานุกรมลองแมน เคยให้คำจำกัดความของกรุงเทพมหานครว่าเป็นนครแห่งโสเภณีในปี 2536 <23> จะสังเกตได้ว่านักเคลื่อนไหวทางสังคมมักพยายามโฆษณาว่าปัญหาที่ตนเกี่ยว ข้องอยู่มีขนาดใหญ่ ด้วยหวังให้สังคมให้ความสนใจ แต่น่าเสียดายที่ทุกคนก็ใช้วิธีเดียวกันจนเฝือ สังคมเลย “มึน” และกลับคิดว่าปัญหาทั้งหลายนั้นสุดแก้ไข กลายเป็นปัญหาโลกแตกไป
ทางออกสุดเท่ห์ของการแก้โลกร้อนก็คือการปลูกป่า (ซึ่งถือเป็นรูปแบบการทำดีที่นำสมัยและมีระดับ ไม่ใช่พื้น ๆ แบบการบริจาคให้มูลนิธิการกุศล) โดยไม่นำพาว่าจะรณรงค์ปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าอย่างจริงจัง ปีหนึ่ง ๆ ป่าไม้ไทยถูกทำลายไปมหาศาลกว่าป่าที่ปลูกใหม่ ต้นไม้ที่ปลูกอย่างลูบหน้าปะจมูกนี้ก็คงตายไปมากกว่าจะอยู่รอดได้ บาปของแฟชั่นการปลูกป่านี้ก็คือการช่วยบิดเบือน ปกปิดไม่ให้อาชญากรรมทำลายป่าได้รับการตระหนักโดยสังคมส่วนรวม
การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ยังอาจถือเป็นการเบี่ยงประเด็นสาระสำคัญ ของปัญหาในโลกนี้ อันได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บที่เผชิญอยู่ทุกวัน การกดขี่เอารัดเอาเปรียบต่อผู้ด้อยโอกาส สงครามและการก่อการร้าย อำนาจเผด็จการที่ปิดกั้นเสรีภาพประชาธิปไตย ตลอดจนการปล้นสดมภ์ของประเทศมหาอำนาจต่อประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น บางทีถ้าเราเอาเงินรณรงค์เรื่องโลกร้อนไปช่วยคนทุกข์ยากทางอื่น ยังอาจได้ประโยชน์ต่อสังคมมากกว่านี้

[size=20pt]บางที “นักบุญ” ที่พูดกับท่านถึงภาวะโลกร้อนนั้น แท้จริงอาจเป็น “ซาตาน” ผู้ก่ออาชญากรรม ตักตวงประโยชน์ทางการเมือง ฉกฉวยหาประโยชน์เฉพาะตน คนที่กล้า “แหกตา” พวกเราถึงเพียงนี้ น่าจะเป็นบุคคลอันตราย เราควรรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน แต่เราก็ควรส่งเสริมการระดมความคิด ถกเถียงค้นคว้าอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และมีสติ และต่อต้านความงมงายอย่างมืดบอดในทุกรูปแบบ ประเทศชาติจึงจะเจริญด้วยสังคมอุดมปัญญาที่แท้จริง[/size]

ที่มา http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market_view.php?strquery=market166.htm

เล่นเว็บฯ drama-addict ก้เลยเจอกระทู้ที่เกี่ยวข้องเข้าให้ :555

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=galama แถมให้อีก

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Sony Watchman-โทรทัศน์พกพาของ Sony ช่วงต้นยุค 80




ซื้อจากตลาดปัฐวิกรณ์ เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา จากร้าน D-Mart Phone ในราคา 1900 บาท นวัตกรรมจาก Sony ในช่วงต้นยุค 80 อีกชิ้นที่ออกหลัง walkman ไม่กี่ปี Sony Watchman โทรทัศน์แบบพกพาได้ รุ่นที่ผมได้มาเป็นรุ่นแรกๆ ซึ่งยังเป็นจอภาพแบบขาวดำ ใช้แบ็ตเตอรี่ขนาด AA จำนวน 4 ก้อน...หลังจากนั้นก็ค่อยมีรุ่นจอภาพแบบสีตามออกมา สายการผลิตสินค้าตระกูล Watchman ก็ได้ยุติการผลิตลงในปี 2000

รุ่นที่อยู่ในภาพเป็นรุ่น FD10E

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เซียนอ๊อตโตะ แห่งช่อง G-Square





พบเซียนอ๊อตโตะ หรือชื่อจริง อมร วิวัฒสุนทร ณ สำนักงานช่อง G-Square ที่ห้างสรรพสินค้าฟอร์จูน ชั้น 26 เมื่อวันจันทร์ที่ 8 พ.ย. 2553 ไปกับเพื่อนรุ่นน้องที่รู้จักทางอินเตอร์เน็ต ที่เป็นแฟนคลับของเซียนเช่นกัน

พิธีกรรายการเกมที่ผมชื่นชอบมาก ในที่สุดก็ได้เจอตัวจริงเสียที

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

เช็คที่มาของโทรศัพท์มือถือว่ามีคุณภาพหรือเปล่า

อยากรู้ว่าโทรศัพท์มือถือของท่านเป็นของแท้หรือไม่?

กดเครื่องหมาย *#06# หมายเลขรหัสจะปรากฎขึ้นมา โปรดดูหมายเลขที่ 7 และ 8 ดังนี้

1 2 3 4 5 6 7th 8th 9 10 11 12 13 14 15

- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 02 หรือ 20 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านประกอบในประเทศจีนซึ่งมีคุณภาพต่ำ

- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 08 หรือ 80 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านผลิตในประเทศเยอรมันซึ่งมีคุณภาพปานกลาง

- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 01 หรือ 10 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านผลิตในประเทศฟินแลนด์ซึ่งมีคุณภาพดีมาก

- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 00 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านผลิตจากโรงงานผลิตโดยตรงซึ่งมีคุณภาพดีที่สุด

- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 13 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านประกอบที่ประเทศอาเซอร์ไบจันซึ่งมีคุณภาพเลวและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ


หุหุ แล้วโทรศัพท์ของพี่น้องละค่ะมีคุณภาพหรือเปล่า?

---------------------------------------------------

เมื่อนานมาแล้ว ผมเคยลองเช้ค Nokia 6020 ของผม ปรากฎว่า 00 ครับ

พอมาลองเช็คตัว 6110 เครื่องที่ใช้ในตอนนี้ ได้ออกมาเป็นเบอร์เต็มๆคือ 350894300455021 เลยยังงๆอยู่ๆ แต่ก็ดี ที่ไม่ใช่ของมาจากจีนหรืออาเซอร์ฯ

สวนกระแสหมูแฮม (หงิกศักดิ์ ณ พันทิพย์)...เรื่องเก่าเล่าใหม่ เพราะนี่คืออีกด้านที่ควรได้รับการถ่ายทอด

ไปขุดมาจากอีก blog ที่เปิดเอาไว้แล้วไม่ได้ไปจัดการมันตั้งแต่กลางปีที่แล้ว เลยเอามาลงใหม่ที่นี่ เพราะอยากให้ทุกคนควรอ่าน

---------------------------------------------------------

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=899272&pageno=1

สวนกระแสหมูแฮม (หงิกศักดิ์ ณ พันทิพย์)

เนื่องจากพลาดการดูข่าว "ขับรถเบนซ์ทับคนตายของหงิกศักดิ์" ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในหลายเว็บบอร์ด
ผมจึงไปโหลดคลิปรายการเรื่องเล่าเช้านี้ (ความยาวร่วมครึ่งชั่วโมง) จากเว็บบิททอร์เรนท์ที่เป็นสมาชิกอยู่
กะจะเก็บรายละเอียดของการให้สัมภาษณ์ เอาไว้เป็นข้อมูลในการเขียนถล่มหงิกศักดิ์ตามกระแสสักหน่อย
แต่เมื่อได้ดูรายละเอียดบางอย่างแล้ว ผมขอเปลี่ยนใจ ขออยู่ข้างเดียวกับพ่อของน้องหมูแฮมแทนก็แล้วกัน

.....ประเด็นหลัก
คุณพ่อของหมูแฮมพูดย้ำในรายการแล้วว่า ลูกของตัวเองกระทำผิดจริง ทั้งการทุบ พขร. และขับรถชนตาย
.....ประเด็นร้อน
คำพูดที่กลายเป็นประเด็นร้อนนั้น เกิดขึ้นหลังจากคุณพ่อของหมูแฮมเห็นภาพการสัมภาษณ์กระเป๋ารถเมล์

.....ถาม
คำพูดในทำนองที่ว่า หมูแฮมแกล้งทำเป็นชัก ไม่สบาย โดยการส่งซิกของตำรวจ มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน ?
.....ตอบ
มาจากการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกของพนักงานเก็บค่าโดยสารรถเมล์เพียงคนเดียว (และทุกคนเชื่อกันหมด)

.....อาการชักแบบหมูแฮม มีอยู่จริงหรือไม่
จริง คนในครอบครัวผม 1 คนมีอาการแบบหมูแฮม ตอนเด็กเกิดอาการชักอย่างแรง จนเกร็งเป็นเวลานาน
นำส่งโรงพยาบาล (ล่าช้าด้วยเหตุผลบางอย่าง) ผลตรวจพบว่า สมองบางส่วนเสียหายจากการขาดออกซิเจน
แม้จะรอดชีวิต แต่ความเสียหายดังกล่าวก็ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและพฤติกรรมบางส่วนอย่างถาวร
คนที่รอด ร่างกายมีความไวต่อสภาพการกดดันจากสิ่งแวดล้อมสูง ถึงจุดหนึ่ง ร่างกายจะเกิดอาการชักเกร็ง
คนที่ไม่รอด ก็นอนเป็นผัก เป็นภาระครอบครัว เพราะอาการนี้ไม่แบ่งแยกว่าจะเกิดขึ้นในคนรวยหรือคนจน

.....แล้วคนแบบนี้ใช้ชีวิตในสังคมได้หรือไม่
ในแง่ของการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน ผู้ที่รอดมาได้ สามารถทำทุกอย่างได้เหมือนคนปรกติทั่วไป
กรณีคนในครอบครัวผม ขับรถเองได้ (รถญี่ปุ่นมือ 2 ครับ ไม่ใช่รถเบนซ์) จำทางได้ แต่จำชื่อสถานที่ไม่ได้
ใช้ไปทำธุรกรรมที่ธนาคารได้ มีความสนใจในบางเรื่องสูงพอที่จะแข่งแฟนพันธุ์แท้ได้ แต่การเรียนไม่ดีนัก
อาการชักเกร็งจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับแรงกดดันจากสิ่งเร้ารอบตัว ในสถานการณ์ที่ทำให้ระดับความเครียดสูง
ประเทศไทย มีผู้ป่วยอาการแบบนี้นับแสนคน แต่เป็นเรื่องภายในครอบครัวที่ไม่มีใครอยากจะพูดสักเท่าไร

เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น สังคมไทย ก็มักพิพากษากลุ่มผู้มีอาการผิดปรกติไปในทางลบอยู่แล้ว เสียเวลาแก้ตัว
ไม่ว่าจะชักจริงหรือไม่จริง จะฮั้วหรือไม่ฮั้วกับตำรวจ ยังไงก็ซวยทั้งขึ้นทั้งล่องอยู่ดี แล้วจะอธิบายไปทำไม

ผมเองก็ไม่รู้ว่า กรณีของหมูแฮม จะเป็นอาการชักเกร็งจริงหรือไม่
แต่ถ้าเกิดเป็นคนในครอบครัวผมไปเป็นผู้ก่อเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
(และเจ้าตัวเป็นโรคลมชักจริงๆ ไม่ได้แกล้งทำ ไม่ได้ฮั้วกับตำรวจ)
แล้วเจอภาพกระเป๋ารถเมล์ "ไร้การศึกษา" พูดออกโทรทัศน์แบบนี้
ผมจะด่ากลับให้หนักกว่าคุณพ่อของหมูแฮมเป็นสิบเป็นร้อยเท่าแน่

ใครจะไปรู้ ละครน้ำเน่าอาจส่งผลกระทบต่อคนระดับรากหญ้าให้รู้สึกเกลียดชังคนรวยและตำรวจจริงๆ ก็ได้
อย่างให้สัมภาษณ์หน้ากล้องโทรทัศน์ โดยสวมบทเป็นนางเอกที่แสนดี ผู้ถูกสังคมกดขี่ในละครไทยหลังข่าว
จนไม่มีใครสังเกตคำให้สัมภาษณ์ของกระเป๋ารถเมล์ที่เปลี่ยนไป เพราะกำลังด่าพ่อหงิกศักดิ์อย่างเมามันส์
แถมคู่กรณีอีกฝ่ายนั้น กระทำผิดจริงๆ อย่างชัดเจน จึงไม่มีใครสนใจว่าข้อมูลอะไรถูกใส่ไข่เพิ่มเข้าไปบ้าง
สมควรยิ่งที่คณะกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ต้องมาจัดระเบียบละครน้ำเน่าอย่างรวดเร็วเฉียบขาด

ปล. 1 เนื่องจากคลิปรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ช่วงดังกล่าวมีขนาดกว่า 40 M ความยาวร่วมๆ ครึ่งชั่วโมง
ตอนนี้กำลังคิดหาวิธีอยู่ครับ ว่าจะปล่อยไฟล์ดังกล่าวลงใน Entry นี้ทางช่องทางไหนดี ที่อัพได้สะดวกหน่อย

ปล. 2 มาคิดดูอีกที ถ้าเปลี่ยนจากรถเบนซ์เลขทะเบียนสวยๆ ไปเป็นรถญี่ปุ่นมือสองสภาพโทรมแบบสุดๆ
ครอบครัวนามสกุลไม่ดัง มีหนี้หัวโต แล้วจะมีผู้อ่านข่าวชื่อดังตัวย่อ ว. ออกมาพิพากษาชี้นำสังคมหรือเปล่า

ปล. 3 หมูแฮมกระทำผิดจริง (เพราะเหตุจากโรคลมชักเวลานี้ยังไม่มีข้อยกเว้นทางกฎหมายแต่อย่างใด)

Related Links

* โรคลมชัก http://www.bangkokhealth.com/neuro_htdoc/neuro_health_detail.asp?Number=9145
* โครงการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักครบวงจร http://www.thaiepilepsy.org/
* โรคลมชักกับกฎหมาย (ไฟล์ .PDF ขนาด 1 MB) http://www.thaiepilepsy.org/lflnews2549/lfl-news-special-dec2006.p

นี่คือความเห็นของคนอื่น...ที่ดูเหมือนจะเริ่มรู้จักมองอะไรอย่างสองด้าน ส่วนความเห็นที่มาด่านั้น ไม่เอามาลง เพราะใน พาลทิพย์ (พันทิพย์) มีเยอะแล้ว

กระเป๋ารถเมย์บางทีมันก้กวนตืนเหมือนกันน๊ะเราขึ้นบ่อย บางทีมันก็หงุดหงิดใส่ผู้โดยสารพูดจามะนาวไม่มีน้ำบ้าง สรุปว่า ตบมือข้างเดียวไม่ดังโปรดใช้วิจารณญาณย์ในการฟัง ควรแยกเป็นประเด็นๆไป ผิดก็อยู่ส่วนผิด ถูกก็อยู่ส่วนถูก ฟังแบบมีเหตุผล สรุปว่าเราไม่ได้เข้าข้างใครแต่ว่า ควรคิดให้กลางๆไม่ร้ายไปไม่ดีไป เพราะ ว่าวันนี้เราเจอกระเป๋ารถเมย์ 2คน ไม่รู้ไปทะเลาะกับสามีเหรอว่าเป็นข่าวฮอตเลยไม่เห็นหัวผู้โดยสาร

Name : 555555+


โรคทางจิตมันเปนโรคที่ซับซ้อนนะ จะแกล้งทำหรือเปนจริง มีใครในที่นี้เปนหมอเหรอไง ถึงได้ตัดสินแทนขนาดนั้น .. ก้เพราะว่าใช้อารมณ์กันอย่างนี้ล่ะ ประเทศมันถึงได้เป็นอย่างทุกวันนี้ แค่ความคิดเห็นแตกต่างก็แทบจะฆ่ากันให้ตายแล้ว คนตาย เค้าตายไปแล้ว ที่เหลืออยู่ก้คนเป็น..กม.มันก็ยังมีอยู่ จะพิพากษารับโทษยังไง มันก็มีบทลงโทษเหอะ ถ้าไม่ใช่พ่อมัน แล้วมันไม่ใช่ลูกคุน หรือถ้าไม่ได้มีญาติฝ่ายไหนเปนกระเป๋ารถเมล์ ก็ไม่ต้องสาด..ใส่กันอย่างนี้ แล้วก็ไม่ต้องถามอะไรโง่ๆออกมาหรอกนะว่าวัดยังไงว่าไร้การศึกษา.. ที่เรียนกันอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไรล่ะ การศึกษามันทำให้เราคิดเป็น คิดจะใช้เหตุผลให้ได้มากกว่าอารมณ์แต่ก็จริงอยู่สำหรับบางคนว่าการศึกษามันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ยังไงมันก็มีส่วน..เพราะถ้าคนมีการศึกษา ก็คงมีทางเลือกที่จะไปทำอย่างอื่นมากกว่ามาเปนกระเป๋ารถเมล์แล้วล่ะ

Name : มีการศึกษาว่ะ

เห็นด้วยกับเจ้าของกระทู้ครับ...

Name : HaluHalu

แล้วก็ลองนึกย้อนดูด้วยวว่า ที่ผ่านมารถเมล์และรถร่วมบริการทำคนเจ็บคนตายจากความประมาทความชุ่ยที่เห็นกันจะๆกี่ราย เห็นว่าปีหนึ่งมีคนตายเพราะอุบัติเหตุจากความชุ่ยแบบนี้เกือบ30รายทีเดียว ทั้งจากสภาพรถที่ไม่ได้ความ ซิ่งแข่งกันรับผู้โดยสาร ยิ่งพวกรถร่วมบริการสีเขียวนี่ชอบทำตัวเป็นมาเฟียประจำท้องถนน ล่าสุดรถร่วมบริการก็ทำเรื่องแย่อีกหนึ่งเรื่อง ด้วยการหยุดประท้วงเรื่องขอขึ้นค่าโดยสาร หยุดวิ่งประท้วงน่ะไม่ว่า แต่มาชุมนุมกีดขวางการจราจรของผ๔ใช้รถรายอื่นบนท้องถนนด้วยนี่น่าด่าจริงๆ

Name : John

แล้วรู้สึกว่าหลังจากนั้น4เดือน พรบ.กฎหมายเรื่องคอมพิวเตอร์ ก็ออกมา ซึ่งมีเรื่องบทลงโทษพวกที่ชอบโพสต์ข้อความด่าคนนั้นคนนี้เสียๆหายๆแบบโอเวอร์เกินเลย (แม้เขาจะผิดจริง) ส่วนหนึ่งก็มาจากพวกนักโพสใน พาลทิพย์ กับใน ผู้จัดเกรียน(ผู้จัดการ) พวกนี้นี่แหล่ะ

แต่ตอนนี้ก็ยังคงมีให้เห็นได้ทั่วไปทุกแห่งที่มีการให้แสดงความคิดเห็น พรบ.ฉบับนี้ดูเหมือนจะเป็นแค่เสือกระดาษไปเสียแล้วหล่ะครับ

edit @ 27 Nov 2008 00:04:57 by คนอ้วนใส่สูท

-------------------------------------------------------

ความคิดเห็นส่วนตัว ณ : นี่แหล่ะน้าคนบนโลกออนไลน์ อย่าเอาอะไรมากนัก ผ่านมาหลายปี พวกนั้นก็ดีแต่ออกความเห็นด่าคนกันเข้าไป ใครไม่เห็นด้วยกับพวกที่ไปด่านายหมูแฮมหรือด่าอะไรก็ตาม ก็ถูกหาว่าเป็นคนเลว ตอนนี้เลยอยู่ประจำแค่ที่ Thairetro เพราะคนที่นั่นมีมารยาทกว่ากันเยอะมาก

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คลิปวีดีโอชายอ้วนจากรายการทีวีของประเทศอิตาลี่

http://www.youtube.com/watch?v=Voybl95OZzs

น่าดูซะจริงๆ เพลงที่เปิดประกอบก็เข้ากันกับท่าทางมากๆ

แถมให้อีกสักหน่อย

http://www.youtube.com/watch?v=uWqPzzpmDks&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=gbArK7SdYho&feature=related